bkrent

ข้อมูลเทดนิคระบบร้านหนังสือ พิมพ์ อีเมล์
ระบบมีการทำงาน ลักษณะรูปแบบระบบการบริหารร้านหนังสือเช่า จากทั่วประเทศ
ตามการใช้จริงตาม ภูมิภาค
1. เช่าก่อน/เก็บเงินค่าเช่าค่าปรับเมื่อนำหนังสือมาคืน
2. ชำระล่วงหน้า1วัน/ปรับตามจำนวนวันเช่าเมื่อนำหนังสือมาคืน
3. ชำระล่วงหน้า1วัน/กำหนดวันให้ยืมได้/ปรับตามจำนวนวันเช่าที่เกินกำหนดเมื่อนำหนังสือมาคืน
4. ชำระล่วงหน้า1วัน/กำหนดวันให้ยืมได้/ปรับตามจำนวนวันเช่าที่เกินกำหนด/ ปรับจากราคาค่าเช่าปรับอีก1เรทที่กำหนดไว้เมื่อนำหนังสือมาคืน(มีค่าเช่า 2 ราคา ราคาตอนยืม / ราคาค่าปรับ)
5.กำหนดวันให้เช่าได้โดยจากการคำนวณจากจำนวนเล่มที่ให้เช่า
6.หากเหนือจากระบบที่เราท่านสามารถแจ้งเพื่อออกแบบโปรแกรมให้เข้ากับร้านของท่านได้

จุดดเด่นของโปรแกรม นั้นอยู่ที่ การใช้งานง่าย เพราะออกแบบหน้าตาลักษณะการใช้งานอย่างมีระบบอย่างชัดเจน
เเละ การติดตั้งก็ไม่ยาก ออกแบบปุ่มให้มีคีย์ลัดในการทำงาน เพื่อการเรียกใช้งานในหน้านั้นๆเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สะดวก ใส่รูปสมาชิกได้การแสดงผลการทำงานของโปรแกรมมีความละเอียดสูง และแบ่งการใช้งานอย่างชัดเจน
ลดการป้อนข้อมูลผิดพลาด เช่น ขั้นตอนในการเช่า-คืน
โปรแกรมสามารถพิมพ์บาร์โค้ดได้ และยังสามารถพิมพ์บัตรสมาชิกได้
สามารถรับเงินวางมัดจำแทนการวางบัตรได้ ตรวจสอบประวัติการเช่าของสมาชิก, หนังสือค้างส่ง, เช็ครายรับรายวัน
หรือ รายเดือน-ปี ตรวจสอบหนังสือเข้า-ออกเพื่อเช็คกันหนังสือหาย ,เช็คผู้ใช้งานเวลาใดก็ได้เพียงกำหนดวันที่จะตรวจสอบ
สามารถ แสดงผลการทำงานของผู้ใช้โดยระเอียดทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการรับสมาชิกใหม่, การรับเงิน, การเช่าหนังสือ/คืนหนังสือ เหมาะสำหรับผู้ไม่มีเวลาดูแลร้านเอง แค่เพียงกำหนดชื่อและpassword ให้กับพนักงานผู้ที่จะใช้โปรแกรม ก็สามารถตรวจสอบการทำงานของพนักงานได้
สามารถเช็คตรวจสอบหนังสือคงเหลือในร้าน ได้ ป้องกันการเม้มเงินของลูกจ้าง/พนักงานดูแลร้าน
ระบบบาร์โค้ดรองรับการใช้งาน สามารถใช้งานร่วมกับเม้าท์ได้ มีคีย์ลัดในการทำงานแสดง
บนปุ่มการเรียกใช้งาน มีระบบกลั่นกลองหนังสือที่ช่วยในการค้นหาหนังสืออย่างละเอียดและมีความเสถียร
และสามารถแสดงการทำงาน ยอดจำนวนเงินของสมาชิกที่ผ่านมามีส่วนของสะสมแต้มเพื่อ สามารถจัดโปรโมชั่นบริการแลกของรางวัล
เพื่อ ดึงดูดลูกค้าได้ และสามารถวิเคราะห์จุดคุ้มทุน รายได้ รายจ่าย ได้อย่างง่ายดาย สะดวกรวดเร็วแม่นยำ 100%และระบบถูกออกแบบให้มีความสามารถคีย์ข้อมูลหนังสือได้รวดเร็วสะดวกต่อ การใช้งานเข้าใจง่าย
ข้อมูลหนังสือ 10,000 เล่ม ใช้เวลาลงข้อมูลหนังสือการ์ตูนใช้เวลาเพียง 5-7 วัน  ช่วยลดปัญหาการลงข้อมูลล่าช้าซ้ำๆ
ระบบควบคุมพนักงานในกรณีเจ้าของร้านไม่ได้อยู่เฝ้าเอง สามารถตรวจเช๊ดการทำงานได้ทุกขั้นตอน ไม่ว่าพนักงาน
จะแอบลบ/ปรับปรุง ข้อมูล สมาชิกหรือหนังสือเพื่อ โกงโปรแกรมสามารถตรวจเช๊ดได้ในรหัสเจ้าของร้านเท่านั้น
.
ข้อมูลทางเทคนิค
- ระบบโปรแกรมสามารถใช้งานกับคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปที่ใช้งานกับระบบ
window98 ,se[]window me[]window xp[] vista [] seven แนะนำ  window xp
- โปรแกรมออกแบบเป็นGraphic สามารถเข้าใจง่าย
- รองรับข้อมูลได้ไม่จำกัด
- รองรับการทำงานรหัสได้ตามที่ท่านกำหนดได้อย่างอิสระ และ รองรับบาร์โค้ด ทุกรูปแบบ
- ระบบสามารถรายงานการทำงานของโปรแกรมได้ทุกส่วน
- มีระบบป้องกันการทำงานผิดพลาดในการบันทึก เปลี่ยนแปลง หรือ ทุกขั้นตอนในการทำงาน
- ระบบรายงานสามารถใช้ร่วมงาน กับ ไมโครซอฟ ออฟฟิต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง word และ excel
- พิมพ์แบบฟอร์ม และรายงานได้ทั้งเครื่องพิมพ์ DotMatrix, Inkjet และ Laser Printer
- สามารถใช้งานร่วมกับ ตัวสแกนยิงบาร์โค้ด ลิ้นชัก เครื่องพิมบิล ได้ทุกยี่ห้อ
- ลูกค้าทั่วประเทศและที่หนังสือ 55000+ เล่ม จำนวนสมาชิกที่ 7000กว่ารายชื่อที่ใช้งานอยู่
- ระบบสามารถ กำหนดตัวเลข บาร์โค้ด สำหรับทำ หนังสือได้อย่างง่ายได้ และรวดเร็ว
- ระบบสำรองข้อมูลสามารถทำอย่างง่ายดาย และง่ายต่อการเรียกใช้
- มีระบบกลั่นกรองคำ เช่น ระบบกลั่นกรองรายชื่อรายการ คนสมาชิกคนนั้น โดยเน้นหาจากทุกๆคำได้เช่น  โคนัน หาคำว่า นัน ก็ได้
- ระบบสร้างจากงานร้านเช่าหนังสือโดยเฉพาะ โดยเจ้าของกิจการร้านหนังสือเช่า
- ระบบถูกพัฒนาจากลูกค้าทั่วประเทศทุกภาคและลูกค้าในต่างประเทศ จึงมั่นใจว่าเราเข้าใจทุกความต้องการในรายละเอียด

ความโดดเด่นในตัวโปรแกรม
- มีระบบรายงานอย่างรัดกุม 27 รายงานโดยแสดงการทำงานในระบบทุกขั้นตอน
- ออกแบบการคีย์หนังสือช่วยลดเวลาการคีย์หนังสือชุดได้อย่างดีและรวดเร๊ว ไม่ลำบากในการคีย์ข้อมูล
- ระบบจะจดจำทุกขั้นตอนในการทำงาน ของผู้ใช้ทุกคนทุกครั้งได้อย่างละเอียด สามารถตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอนของผู้ใช้ระบบ
เพื่อสังเกตุพฤติกรรมของพนักงาน (เหมาะสำหรับผู้จ้างพนักงาน)ส่อแนวทางการใช้ระบบทุจริตหรือไม่
- โปรแกรมสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของท่านได้โดยโปรแกรมไม่ตายตัวเหมือนโปรแกรมทั่วๆไป
- หน้าตาโปรแกรมทำงานออกแบบโดยระบบ ยุด 2010 ทำให้การทำงานสะดวกรวดเร็ว
- เป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนาจากร้านหนังสือเช่าทุกรูปแบบจากการใช้งานจริง
-มีระบบทำงานในกรณีลูกค้ามาใช้บริการมาก ไม่ต้องรอขั้นตอนยืมคืน สามารถทำไปได้พร้อมกันได้ทันที
-สามารถสุ่มตรวจหนังสือได้ในกรณีพนักงานไม่เอาหนังสือลงระบบโปรแกรม โดยการทำงานนี้จะทำให้
การดูแลร้านสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลามาดูแลทุกวัน
-มีระบบ สรุปการทำงานระบบ โดยอยู่ในหน้าเดียวทำให้ท่านรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างผ่านในระบบได้
-ระบบสามารถพิมพ์บาร์โค้ดได้โดยไม่ต้องไปซื้อเครื่องทำบา์ร์โค้ด อีก
-หากทำงานผิดพลาดระบบจะทำงานแจ้งบอกทุกขั้นตอน
-ระบบสามารถแยกราคาค่าเช่า ค่าปรับ ค่าสมัครสมาชิก ออกจากกันอย่างชัดเจน
-มีระบบเงินทอน สามารถทอนเงินได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ (สามารถเลือกว่าต้องการหรือไม่)
-ระบบโปรโมชั่นในการใช้บริการของสมาชิก เพื่อจูงใจสมาชิกมาใช้บริการ
-รองรับระบบลายนิ้วมือ 
 
แนะนำ:การเริ่มใช้บาร์โค้ดศูนย์เช่า พิมพ์ อีเมล์
ถ้า หากร้านที่คุณเป็นผู้ดูแลอยู่ ยังเป็นรูปแบบของร้านเช่าแบบเดิมๆอยู่ คุณต้องปวดหัวกับ การจัดการกับระบบภายในร้าน่ที่นับวันจะเพิ่มมากยิ่งๆขึ้น ต้องคอยค้นหาอย่างยากลำบาก ต้องนั่งคิดรวมรายรับ-รายจ่ายแต่ละวันแต่ละเดือน ให้เวียนหัว และอีกสารพัดปัญหา
คุณ สามารถจัดการกับเรื่องเหล่านั้นได้อย่างสบายๆ ถ้าคุณใช้โปรแกรมบริหารร้านเช่าของBkrent Group เราสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่คุณมีคอมพิวเตอร์ใช้งานซัก 1 เครื่องกับอุปกรณ์ต่อพ่วงแค่ไม่กี่อย่าง คุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงร้านคุณให้เป็น ร้านหนังสือเช่าที่ทันสมัยได้ทันที
สิ่งที่ ต้องเตรียม
bc.jpg
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ PC 1 ชุด
2. ซอร์ฟแวร์โปรแกรมบริหารร้านเช่า Bkrent Group 
3. เครื่องพิมพ์ (Printer) 1 เครื่อง 
4. เครื่องสแกนบาร์โค้ดแบบมือถือ 1 เครื่อง (มีหรือไม่มีก็ได้ค่ะ แต่แนะนำควรมีค่ะ)
5. เตรียมใจของคุณพบกับสิ่งใหม่ๆและเตรียมความพร้อมในการทำงานกับคอมพิวเตอร์
6. เช็คจำนวนในร้านทั้งหมดจำนวนมีเล่มใดชุดใดที่ขาดหายไปบ้างพิจารณาดูว่าสมควร ต้องนำมาเพิ่มเติมแทนที่หรือไม่ ก่อนที่จะเริ่มต้นใช้ระบบบาร์โค้ด จะได้เตรียมจำนวน สติ๊กเกอร์บาร์โค้ดที่จะใช้ทำทะเบียนติดปกหนังสือให้ถูกต้องและพอเพียง
7. เช็คจำนวนสมาชิกปัจจุบันเพื่อเตรียมทำรหัสสมาชิกและเตรียมป้อนข้อมูลลงระบบ โดยอาจเช็คจากการรับสมัครสมาชิกโดยให้กรอกใบสมัคร
8. เช็คเงื่อนไขกติกาการให้บริการ ของร้านคุณให้ชัดเจน
เพื่อทางเราจะจัดรัชะบบที่จะใช้งานให้ตรงตามความต้อง การในการบริหารร้านคุณ
เมื่อคุณเตรียมสิ่งเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถติดตั้งลงทะเบียนระบบโปรแกรมบริหารร้านหนังสือเช่าลงเครื่อง คอมพิวเตอร์
และเริ่มทำงานกับระบบใหม่ได้ทันที
>>> เกี่ยวกับร้านหนังสือเช่า
    
      
บริหาร ร้านหนังสือเช่ายังไรดีไม่ให้หนังสือโดนชักดาบ/หาย
คุณคงจะ เคยมีปัญหากันมาบ้างในเรื่องโดนชักดาบหนังสือ ค้างส่งหนังสือเป็นเวลานานๆตามยังไงก็ไม่ยอมคืนซักที
เราก็มี วิธีดีๆมาเสนอให้ลองนำไปใช้ดู

1. ใบรับสมัครสมาชิก ควรมีเงื่อนไขการเป็นสมาชิกที่รัดกุมโดยที่มีช่องให้เขียนรายละเอียดต่างๆ เช่น ที่อยู่ปัจจุบัน,
เบอร์มือ ถือ, E-mail ฯลฯ ให้ละเอียดเพื่อเวลาตามทวงหนังสือจะได้ง่ายขึ้น….และเพื่อป้องกันการกรอก ข้อมูลที่เป็นเท็จ..ควรมีสิ่งล่อใจ
จูงใจ บ้าง เช่น ทางร้านอาจมีรางวัลพิเศษส่งให้คุณในโอกาสพิเศษต่างๆถ้าใส่ข้อมูลมั่วๆมาก็ อด…

2. เวลารับบัตรก็สังเกตดูหน้าคนยืมกับในบัตรคนเดียวกันไหม…(เจอพวกมั่วมาประเภท บัตรปลอม/ขโมยบัตร
/เก็บ บัตรหายได้แล้วมาเช่าไปแล้วก็หายไปพร้อมกันทั้งคนทั้งหนังสือก็มี)

3. บัตรหมดอายุหรือใกล้หมดอายุก็ไม่ควรรับนะคะ..เสี่ยงน่าดูค่ะ…

4. บัตรต่างจังหวัดก็ไม่ควรให้เช่าหลายๆเล่มนัก(ยิ่งมายืมครั้งแรก)เดี๋ยวกลับ ตจว.ไปจะไป ตามไหวเหรอคะ
ทางที่ดี รับเงินมัดจำไว้ด้วยก็ดีนะคะ(เท่าราคาหนังสือหรือมากกว่า+ค่าเช่าล่วงหน้า ด้วยเลย)

5. ถ้าเพียงคุณมีโปรแกรมบริหารร้านเช่าหนังสือคุณจะสามารถช่วยลดขั้นตอนตรงนี้ ไปได้มากทีเดียวค่ะ
เพราะคุณ สามารถเช็คหนังสือหายได้ง่ายๆ ดังนี้ หนังสือที่ถูกบันทึกยืมจำนวนเล่มหนังสือจะต้องลดลงและเมื่อเช็คจากโปรแกรม
ดูจำนวน หนังสือก็จะลดลง เช่น โคนันภาคพิเศษเล่ม7 มีจำนวน 2 เล่ม บันทึกยืมไป 1 เล่มโปรแกรมจะแสดงจำนวนหนังสือที่อยู่ในร้าน
เหลือ เป็น 1 เล่ม…แต่ถ้าหากเช็คดูในโปรแกรมจำนวนหนังสือเท่าเดิมไม่มีบันทึกการยืม หนังสือแต่หนังสือหายไปจากชั้นวาง
สันนิษฐาน ได้เป็น 2 กรณี คือ 1.หนังสือหาย/ถูกขโมย 2. พนักงาน/ลูกจ้างดูแลร้านเม้มเงิน (ทีนี้ถึงคราวก็ต้องจัดการกันเองนะคะ)


 
--------------------------------------------------------------------------------
 
รัก...ดูแล หนังสือ

        หากหนังสือของคุณเป็นหนังสือสำหรับให้เช่า..หนังสือของคุณต้องผ่านมือผู้คน มากมายหลายประเภทที่มาใช้บริการ
คงต้อง ปวดหัวกันหน่อย.. แล้วจะมีวิธีการดูแลรักษาสภาพหนังสืออย่างไรดีล่ะ…เรามีวิธีดีๆมาแนะนำคุณ ค่ะ…

-หาก หนังสือเล่มไหนถูกใช้งานบ่อยๆเกรงว่าหน้ากระดาษมันจะหลุดออกมาเป็นแผ่นๆแล้ว ล่ะก็ คุณก็ควรเจาะรูร้อยเชือกให้แน่น หรือ จะดึงปกเปลี่ยนเป็นปกแข็งแล้วอัดกาวใหม่ก็ได้(แต่วิธีนี้เสียดายปกสวยๆแย่ เลย)แต่เดี๋ยวหนังสือเค้าทำกันออกมาดีมากๆ
บางทีก็ ไม่ต้องกลัวกระดาษจะหลุดคงสภาพเดิมไว้ดีน่ะที่สุดแต่ก็ต้องพิจารณากันดีๆ หน่อยถ้าไม่อยากเสี่ยงนะคะ

-หนังสือ ทุกเล่มจะมีหน้าปกสวยๆเป็นเอกลักษณ์ของตัวมันเองอยู่แล้วถ้าไม่อยากให้มัน ยับเยิน สีหมอง หรือฉีกขาดแล้วล่ะก็
หา พลาสติกใสอย่างดีมาห่อปกไว้เสียล่ะ แล้วอย่าลืมห่อสวยๆด้วยล่ะใช้ฝีมือหน่อยละกันนะคะ
#อย่า พึ่งติดบาร์โค้ดก่อนล่ะค่อยติดตรงปกพลาสติกใสแล้วใช้เทปใสติดทับบาร์โค้ดกัน หลุด ดีกว่านะคะกันหลุดกันลอกไงล่ะคะ#
-จัด หนังสือวางบนชั้นให้สวยงามน่าอ่าน แยกประเภท แบ่งหมวดหมู่ให้หาง่าย น่าอ่าน เช่น หนังสือการ์ตูนแบ่ง ญ/ช
แล้วจัด เรียงตามสำนักพิมพ์ก็ดีนะจะได้ดูสวยงาม เพราะสันปกเค้ามักจะมีตราหรือโลโก้ของสำนักพิมพ์ติดอยู่ด้วย
เวลาจัด วางบนชั้นแล้วดุเป็นระเบียบสวยงามดี เข้าท่าเชียวล่ะ

-แสง แดด….อย่าให้สาดมาโดนหนังสือเลยเชียวล่ะ..แป๊บๆไม่เป็นไร แต่ถ้าหนังสือโดนแดดเป็นเวลานานๆ
จะทำให้ สีปกซีด หมอง กลายเป็นหนังสือเก่าไปเลยล่ะคะ ไม่น่าหยิบจับขึ้นมาอ่านเลย ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งค่ะ

-ทำความ สะอาดปัดฝุ่นผงที่เกาะตามหนังสือทุกวัน หมั่นตรวจดู มด แมลงศัตรูหนังสือทั้งหลาย ที่จะมาป้วนเปี้ยน
แถว หนังสือของคุณ ถ้าพบก็รีบกำจัดให้สิ้นซากเสียล่ะก่อนจะสายเกินไป

-อย่าให้ พื้นที่ที่จัดเก็บหนังสือของคุณสกปรก อับชื้น เพราะเชื้อราอาจจะลุกลามตามหน้าหนังสือ และมีกลิ่น
ทำให้ ลูกค้าไม่ยินดีที่จะเช่าอ่านได้
1. ศักยภาพของผู้ประกอบการร้านหนังสือเช่า
ผู้ประกอบการที่สนใจและกำลังเริ่มต้นทำธุรกิจร้านเช่าหนังสือ ไม่ใช่ว่ามีเงินทุนพร้อมเพียงอย่างเดียว ก็จะสามารถเปิดร้านได้ แต่ต้องอาศัยคุณสมบัติเฉพาะตัวดังต่อไปนี้
รักการอ่าน เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือประเภทต่างๆ
มีเงินทุนเป็นของตนเอง เนื่องจากการทำร้านในช่วงต้น ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ถ้าผู้ที่สนใจทำธุรกิจนี้ มีพร้อมด้านนี้อยู่แล้ว ก็สามารถดำเนินการขั้นต่อ ๆ ไปได้ไม่ติดขัด ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงจุดนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเปิดร้าน
มีทำเลที่ตั้ง ควรอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะหากมีสถานที่เป็นของตนเองแล้ว ผู้ประกอบการจะสามารถทุ่นงบประมาณลงไปได้มาก
มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความเป็นกันเองต่อลูกค้า ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นคนระดับใดก็ตาม ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญเท่ากันหมด
ให้บริการที่ดี ละเอียดรอบคอบ ผู้ประกอบการควรบริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น แนะนำหนังสือใหม่ให้ลูกค้า คิดเงิน ถอนเงินถูกต้อง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดใจลูกค้าให้กลับมาใช้บริการที่ร้านอย่างต่อเนื่อง

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
 
 2. การติดต่อหน่วยงานราชการ
ขั้นตอนการขอจดทะเบียนร้านค้า
ผู้ที่คิดจะทำร้านเช่าหนังสือเพียงอย่างเดียว อาจไม่จำเป็นต้องยื่นขอจดทะเบียนกับกรมทะเบียนการค้า เว้นแต่ร้านที่ขายสินค้าอื่นด้วย ในลักษณะซื้อมา-ขายไป เช่น ขายขนม สินค้ากิ๊ฟชอป ลักษณะนี้ ผู้ประกอบการต้องดำเนินการจดทะเบียนการค้ากับกรมทะเบียนการค้า แต่ปัจจุบันธุรกิจที่ให้บริการลักษณะนี้มักจดทะเบียนไว้ เนื่องจากมีการประกอบธุรกิจเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย
เอกสารที่ต้องเตรียมกรณีนี้จะกล่าวถึงเฉพาะกิจการที่มีเจ้าของคนเดียว
- บัตรประชาชน
- สำเนาบัตรประชาชน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องจำนวน 1 ฉบับ
ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน 50 บาท
ระยะเวลาดำเนินการได้รับทะเบียนพาณิชย์ ภายในวันเดียวกัน
กำหนดระยะเวลาการจดทะเบียนพาณิชย์
การจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มประกอบ กิจการ
สถานที่ยื่นขอจดทะเบียนการค้า ยื่นในพื้นที่ที่เปิดร้าน
กรุงเทพมหานคร สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1-7 สำนักทะเบียนธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2547-5050 (กรมทะเบียนการค้า อ.เมือง จ.นนทบุรี)
ต่างจังหวัด ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ที่ สำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัด

ขั้นตอนดำเนินการเกี่ยวกับภาษี
ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ประกอบการสามารถติดต่อขอได้ที่สรรพากรเขตที่มีภูมิลำเนาอยู่ หรือที่ตั้งร้าน ส่วนต่างจังหวัด ผู้ประกอบการสามารถขอได้ที่สรรพากรอำเภอหรือสรรพากรจังหวัดนั้น ๆ แต่หากมีบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอยู่ก่อนแล้ว สามารถนำมาใช้ได้เลย
- เอกสารที่ต้องเตรียมในการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
1. สำเนาทะเบียนบ้าน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง 1 ฉบับ
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง 1 ฉบับ
- ติดต่อเจ้าหน้า เพื่อขอแบบ ลป.10 กรอกความประสงค์ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากเจ้าหน้าที่
- ยื่นแบบฟอร์มและหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง และรอรับบัตรได้ในวันเดียวกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
การยื่นชำระภาษี
ผู้ที่จะต้องยื่นชำระภาษี คือผู้ที่มีรายได้ต่อปีภาษี (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31ธันวาคม) รวมกันเกิน 60,000 บาท ต้องยื่นแบบชำระภาษีประจำปี ภ.ง.ด. 90(5) ภายในเดือนมีนาคม (1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม) ของปีถัดไป นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครึ่งปี ภ.ง.ด. 94 โดยคำนวณจากเงินได้ ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง มิถุนายน ภายในเดือนกันยายน (กรกฎาคม ถึง กันยายน) ของทุกปีภาษี สถานที่สำหรับชำระภาษี คือ ในเขตกรุงเทพฯ ติดต่อได้ที่สรรพากรเขต หรือสรรพากรเขตสาขา ต่างจังหวัดติดต่อได้ที่สรรพกรจังหวัด สรรพากรอำเภอ หรือสรรพากรอำเภอสาขา สำหรับร้านที่เปิดทำการแล้ว แต่ยังไม่มีการชำระภาษีมาก่อน สามารถติดต่อทำให้ถูกต้องได้ที่กรมสรรพากร เช่นกัน

การชำระภาษีป้าย
เอกสารที่ต้องเตรียม
- บัตรประจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง 1 ฉบับ
- ทะเบียนพาณิชย์
- แบบแปลน ,ขนาดของป้าย ( ถ้ามี )
- ใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย
สถานที่ยื่นดำเนินการเกี่ยวกับภาษี
กรุงเทพมหานคร ยื่น ณ สำนักงานเขตสรรพากร ต่างจังหวัด ยื่น ณ สำนักงานเทศบาล หรือที่ทำการ อ.บ.ต.
วิธีดำเนินการ เมื่อเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้ว ให้ยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายใน 15 วันหลังติดตั้งป้าย จากนั้นเจ้าหน้าที่จะมาตรวจขนาดป้าย และดูแบบอักษร พร้อมคำนวณภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถมาชำระเงินด้วยตัวเองได้ที่กองการเงิน กระทรวงการคลัง หรือส่งทางไปรษณีย์ในรูปของธนาณัติ ตั๋วแลกเงิน หรือเช็ค ภายใน 15 วันหลังจากเจ้าหน้าที่ได้มาตรวจป้าย การชำระเงินจะชำระเป็นรายปี คือตั้งแต่เดือนมกราคมแต่ไม่เกินมีนาคมของทุกปี

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
 
 3. ภาพรวมการตลาด
3.1 ตลาดร้านเช่าหนังสือ
ในปัจจุบันตลาดร้านเช่าหนังสือ ยังเปิดกว้างรองรับการลงทุนได้อีก สังเกตได้จากการเปิดร้านตามจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด อาจเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ผู้ที่เคยซื้อหนังสืออ่านเอง หันมาใช้บริการธุรกิจประเภทนี้กันมากขึ้นเพราะประหยัดกว่า นี้จึงเป็นหนทางที่ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านเช่าหนังสือให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเพียงใด จะขึ้นอยู่กับทำเลเฉพาะย่านเป็นส่วนสำคัญ
3.2 พฤติกรรมลูกค้า ลูกค้าร้านเช่าหนังสือมีเกือบทุกเพศทุกวัย สิ่งที่เราต้องทำ คือสำรวจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในย่านนั้นๆก่อนว่ามีคนกลุ่มใด วัยใดมากที่สุด และความชอบแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร อาทิ เด็กและวัยรุ่นจะชอบการ์ตูน ส่วนวัยทำงานและแม่บ้านจะเน้นแนวนิตยสาร นวนิยาย เป็นส่วนใหญ่ เป็นต้น
สำหรับวิธีสังเกตว่า ลูกค้าจะเป็นคนกลุ่มใด เราอาจจะดูจากลักษณะย่านนั้น ๆ เช่น อยู่ใกล้โรงเรียนประถมหรือมัธยม กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นเด็ก และวัยรุ่น เป็นต้น รวมถึงเราอาจสังเกตได้จากคนสัญจรไปมาบริเวณที่ตั้งร้านว่า มีจำนวนมากน้อยเพียงใด เป็นคนกลุ่มใด วัยใดบ้าง
3.3 ธุรกิจหลักธุรกิจเสริม
สำหรับกิจการเช่าหนังสือเป็นธุรกิจหลักที่ทำในร้าน แต่หากผู้ประกอบการต้องการมีรายได้เสริม สิ่งที่สามารถทำในร้านเช่าหนังสือได้ คือ
- เปิดซุ้มขายของขบเคี้ยว จำพวกขนม และผลไม้แปรรูปต่างๆ
- เปิดซุ้มขายกิ๊ปช็อป
- บางร้านที่นำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ อาจรับพิมพ์งานควบคู่ไปด้วย
- ขายหนังสือมือสองให้นักสะสม
การเพิ่มบริการเสริมเพื่อสร้างรายได้ ผู้ประกอบการควรคำนึงด้วยว่า ของที่จะขายภายในร้านควรเป็นของแห้ง เพื่อป้องกันการหกเลอะหนังสือ สิ่งสำคัญคือ เมื่อตัดสินใจทำธุรกิจเสริมแล้ว ผู้ประกอบการต้องสามารถควบคุมดูแลกิจการทั้งสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.4 ส่วนผสมทางการตลาด
3.4.1 รู้จักหนังสือ หนังสือหลักที่นำมาจัดวางไว้ให้บริการในร้าน จะเป็นหนังสือการ์ตูน นวนิยาย พ๊อคเก็ตบุ๊ค นิตยสาร หนังสือแต่ละประเภทมีรายละเอียดแตกต่างกันอยู่ กล่าวคือ
- หนังสือการ์ตูน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ การ์ตูนผู้หญิง และการ์ตูนผู้ชาย
การ์ตูนผู้หญิง มีเนื้อเรื่องในแนวกุ๊กกิ๊ก ตัวการ์ตูนสวย มีทั้งแบบเล่มเดียวจบ และเป็นชุด การเลือกซื้อควรดูที่ความคมชัดของลายเส้นตัวการ์ตูน ดูแล้วน่าอ่าน
การ์ตูนผู้ชาย จะเป็นแนวต่อสู้ บู้ล้างผลาญ สืบสวนสอบสวน โดยมากเป็นการ์ตูนชุดหลายเล่มจบ รวมถึงการ์ตูนเด็ก เช่น โดเรมอน ชินจัง เป็นต้น
อัตราส่วนการจัดซื้อหนังสือการ์ตูนเข้ามาในร้าน ควรมีไว้อย่างละครึ่ง หรือแล้วแต่ว่าลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่ชอบอ่านประเภทใด ให้ประเมินแล้วนำมาเพิ่มหรือลดสัดส่วนตามความต้องการในภายหลัง
- นวนิยาย มีราคาตั้งแต่สิบกว่าบาท ที่เรียกกันว่า นิยายฝันหวาน จนถึงหลักร้อย มีทั้ง นวนิยายไทย และงานแปล (จีน-ฝรั่ง) การเลือกซื้อ ควรเลือกเฉพาะเรื่องที่ได้รับความนิยมทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น เรื่องกำลังจะถูกสร้างเป็นละคร หรือผู้แต่งที่นามปากกาดัง ๆ เป็นที่รู้จัก
- พ็อกเก็ตบุค หนังสือประเภทเรื่องสั้น หรือเรื่องเล่าต่าง ๆ ควรเลือกเรื่องตามกระแสความนิยม เน้นที่ชื่อเสียงผู้แต่ง และเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
- นิตยสาร เจ้าของร้านเช่าหนังสือควรเลือกนิตยสารที่กำลังได้รับความนิยม แต่มีเนื้อหาแตกต่างกันไป เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า
เมื่อเปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านคอยสำรวจว่าหนังสือเล่มใดได้รับความสนใจอย่างไร แล้วจึงเลือกจัดซื้อเพิ่มเติม หรือเลิกซื้อเล่มที่ไม่เป็นที่นิยมในภายหลัง การออกวางจำหน่ายของนิตยสาร มีทั้งที่เป็นรายสัปดาห์ รายปักษ์ หรือรายเดือน อย่างไรก็ตาม วิธีการเลือกนิตยสารจะเหมือนกับหนังสืออื่นๆ คือ เลือกหนังสือที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก คนนิยมอ่าน
- หนังสือเรื่องย่อของละครหลังข่าว ควรเน้นเรื่องที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น
- วิธีสำรวจความนิยมของหนังสือแต่ละประเภท
สำรวจจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการจัดอันดับหนังสือ หรือบทวิจารณ์หนังสือ
สำรวจตามสื่อต่าง ๆ เช่น นิตยสาร สัมภาษณ์ดาราขวัญใจวัยรุ่น เกี่ยวกับหนังสือที่ชอบ
สอบถามลูกค้า เกี่ยวกับหนังสือที่ต้องการ แล้วพิจารณาเลือกหนังสือที่มีลูกค้าสนใจมากที่สุด
จากสถิติการยืมหนังสือของลูกค้าในร้าน
รายการหนังสือ และเวลาการออกของหนังสือ เช่น การ์ตูนจะมีเรื่องใหม่ ๆ ออกวางขายทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ผู้ประกอบการควรทราบ และซื้อหนังสือเพิ่มเติมเข้าร้านอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหนังสือชุดที่มีเล่มต่อ เจ้าของร้านต้องหาซื้อเข้ามาไว้ให้ครบ

3.4.2. ค่าบริการ ผู้เปิดกิจการไม่ควรตั้งอัตราค่าบริการไว้สูงมากนัก จนทำให้ลูกค้าคิดว่า ควรซื้อหามาอ่านเองดีกว่า โดยทั่วไป วิธีคิดค่าบริการมีอยู่ 3 แบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของหนังสือนั้น ๆ มีรายละเอียด ดังนี้
- การคิด 10% จากราคาหน้าปก ใช้กับหนังสือการ์ตูนเป็นส่วนใหญ่ เช่นหน้าปกราคาเล่มละ 40 บาท คิดราคา 4 บาท (หากมีเศษ ให้ปัดขึ้นหรือปัดทิ้ง)
- การตั้งราคาเดียว ใช้กับหนังสือที่มีราคาสูง เช่น นวนิยาย พ็อคเก็ตบุ๊ค และนิตยสารบางประเภท โดยกำหนดอัตราค่ายืมไว้คงที่ เช่น 5 บาท 6 บาท เป็นต้น สำหรับนิตยสารอาจคิดค่าเช่าได้ 2 อัตรา คือ ราคาเล่มใหม่ กับราคาเล่มเก่า โดยเล่มใหม่คิดสูงกว่าเล่มเก่า (เล่มเก่าซื้อมาแล้ว 2 เดือน หรือเมื่อมีเล่มใหม่ออกมาแล้ว) เช่น ตั้งราคาเล่มใหม่ 8 บาทต่อวัน เล่มเก่าเหลือ 5 บาท เป็นต้น
- การคิดราคาแบบกำหนดเป็นช่วง จะใช้กับหนังสือการ์ตูนเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ราคา ไม่เกิน 15 บาท คิดค่าบริการ 1 บาท
16 - 25 บาท คิดค่าบริการ 2 บาท
26 - 35 บาท คิดค่าบริการ 3 บาท
36 - 45 บาท คิดค่าบริการ 4 บาท
66 บาทขึ้นไป คิดค่าบริการ 7 บาท เป็นต้น
วิธีตั้งราคาเช่าหนังสือนั้น ผู้ประกอบการอาจคำณวนจากระยะเวลาการคืนทุนของหนังสือแต่ละประเภท เช่น การ์ตูนถือได้ว่าเป็นตัวหลักที่ทำรายได้เข้าสู่ร้าน การคืนทุนจะเร็วกว่าหนังสือประเภทอื่น การ์ตูนเล่มหนึ่งราคา 35 บาท ตั้งราคาค่าเช่า 3 บาทต่อวัน ยืมไป 14 ครั้งหรือ 14 วัน เราก็คืนทุนได้แล้ว และการ์ตูนเล่มนั้นยังไม่มีล้าสมัย หากมีเนื้อหาที่สนุก ต่างไปจากหนังสือนวนิยาย นิตยสาร และพ็อกเก็ตบุ๊ค ที่มีราคาแพง ทำให้การคืนทุนนาน โดยเฉพาะในส่วนของนิตยสารนั้น อายุความทันสมัยจะสั้น เช่น นิตยสารรายปักษ์ ราคาเล่มละ 80 บาท ตั้งราคาค่าเช่าเล่มละ 6 บาทต่อวัน ต้องมีการยืม 14 ครั้ง (หมายถึงการยืมภายใน 1 ปักษ์ก่อนที่เล่มใหม่จะออกมา) จึงจะคืนทุน
สำหรับการตั้งราคาหนังสือแต่ละประเภทในร้าน จะใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือผสมกันไปตามความเหมาะสมก็ได้

3.4.2 ทำเลที่ตั้ง เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกก่อนตั้งร้าน เนื่องจากถ้าได้ทำเลที่ดี กิจการก็จะไปได้ด้วยดี ดังนั้น ผู้ประกอบการควรหาทำเลที่เหมาะสม อยู่ในที่ชุมชน เช่น ตลาด สถานศึกษา อาคารที่พักอาศัย สำนักงาน โรงงาน ศูนย์การค้า หรือห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่ไปด้วย คือถ้าผู้ประกอบการมีสถานที่เอง และเหมาะสมกับการเปิดร้านเช่าหนังสือ ผู้ลงทุนก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่ถ้าต้องเช่าสถานที่ ผู้ลงทุนควรดูเรื่องของค่าเช่าและสัญญาเช่า ว่าเหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่ รวมถึงผู้ลงทุนควรหาข้อมูลด้วยว่า ในย่านนั้น มีร้านเช่าหนังสือเปิดอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ หากมี จะสามารถแข่งขันกับเขาได้อย่างไร และมีจำนวนลูกค้าเพียงพอให้เราแทรกพื้นที่ในตลาดได้อีกหรือไม่

3.4.3 การส่งเสริมการขาย หรือการดึงดูดใจให้ลูกค้ามาใช้บริการ ส่วนแรกคือการตกแต่งร้าน ถึงแม้จะขึ้นกับงบประมาณและแนวคิดในการออกแบบของผู้ประกอบการ แต่หลัก ๆ แล้วผู้ประกอบการควรจัดสถานที่ให้โล่ง ไม่เบียดกันเกินไป เพื่อความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ และภายในร้านต้องมีแสงสว่าง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่ขอให้คุณภาพดี ทนทานก็เพียงพอ ทั้งนี้ การตกแต่งร้าน ส่วนใหญ่ชั้นวางหนังสือ จะวางเรียงตามแนวผนังเป็นหลัก เพราะเป็นวิธีที่จะทำให้ร้านแลดูโล่ง และเป็นระเบียบ โดยบางร้านอาจตั้งของตกแต่งไว้คั่นสายตาด้วยก็ได้
สำหรับกิจกรรมที่ควรจัดเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายหรือจูงใจลูกค้า ได้แก่
- การแจกใบปลิวแนะนำร้าน ตามย่านที่ร้านตั้งอยู่
- การสร้างสิ่งจูงใจให้ลูกค้ามาสมัครสมาชิก บางที่มีการแข่งขันสูงอาจใช้วิธีให้สมัครสมาชิกฟรี หรือจัดโปรโมชั่นในวันเปิดร้าน เช่น สมัครสมาชิกวันนี้ อ่านหนังสือฟรี 3 เล่ม (ขึ้นกับนโยบายของร้าน) หรือให้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ
- การจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี เช่นการสะสมแต้ม, จัดประกวดวิจารณ์การ์ตูน,ให้ของขวัญวันเกิดแก่สมาชิก
- การทำสถิติหนังสือยอดนิยมของร้าน เพื่อให้ลูกค้าสนใจหนังสือเล่มอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น
- การจัดกิจกรรมสมาชิกเก่าแนะนำสมาชิกใหม่ โดยมีของขวัญให้ ทั้งผู้แนะนำ และผู้สมัครใหม่ ส่วนใหญ่ใช้เมื่อยอดสมาชิกยังเพิ่มขึ้นไม่มาก
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเพียงเท่านี้ ขึ้นอยู่กับแนวความคิดของผู้ประกอบการแต่ละราย ที่จะพลิกแพลงสร้างสิ่งจูงใจใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า
- จุดขายอีกอย่างที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจคือ การหาหนังสือใหม่ ๆ ให้ทันตามกระแสความนิยมในขณะนั้นเข้าร้าน เช่น การ์ตูนออกใหม่ การ์ตูนเล่มต่อหนังสือที่มาแรง อาทิหนังสือที่ได้รับรางวัล หรือผู้แต่งที่เป็นดารา นวนิยายที่กำลังจะถูกสร้างเป็นละคร หนังสือเหล่านี้ต้องหาซื้อเข้ามาไว้ก่อน เพราะถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของร้านเช่าหนังสือ ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารและทราบตารางการออกของหนังสือ

3.5 สภาพการแข่งขันในตลาด ในภาพรวม ร้านเช่าหนังสือไม่ค่อยมีการแข่งขันด้านราคามากนัก แต่สภาพการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับย่านนั้น ๆ ว่ามีคู่แข่งหรือไม่ โดยมากลูกค้าจะยึดกับร้านที่ตนเองเป็นสมาชิกยกเว้นร้านอื่นมีการบริการที่ดี กว่า จึงจะเปลี่ยนไปใช้บริการ

 
 
--------------------------------------------------------------------------------
 
 4. การผลิต
ร้านเช่าหนังสือจัดเป็นงานบริการด้านหนึ่ง การผลิตจึงเน้นไปในเรื่องการจัดซื้อหนังสือเข้าร้าน การประหยัดค่าใช้จ่าย การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการจัดหาพนักงาน ดังนี้

4.1 การซื้อหนังสือเข้าร้าน แยกเป็น 2 กรณี คือ การซื้อหนังสือเมื่อเริ่มต้นเปิดร้านใหม่ และหนังสือใหม่ที่ซื้อหลังจากเปิดร้านแล้ว
- เลือกซื้อหนังสือเมื่อเปิดร้านใหม่ ต้องดูว่าร้านมีขนาดเท่าไร ถ้าเป็นร้านขนาดประมาณ 15 ตารางเมตร ควรมีหนังสือในร้านอย่างน้อยประมาณ 2,000 เล่ม ถ้าร้านขนาดกลาง คือประมาณ 20 ตารางเมตร ควรมีหนังสือประมาณ 3,000 เล่มเป็นอย่างน้อย เพื่อไม่ให้ร้านโล่งจนเกินไป สำหรับการซื้อหนังสือเข้าร้าน ต้องดูว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นใคร เช่น เด็ก ควรเน้นการ์ตูนเป็นหลัก และมีหนังสืออื่น ๆ ในสัดส่วนลดหลั่นกันไป หรือจะกำหนดไว้เลยว่าการ์ตูน, นวนิยาย, นิตยสาร และพ๊อกเก็ตบุ๊คอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ได้เช่นกัน ในกรณีการเลือกซื้อหนังสือเข้าร้าน หากผู้ประกอบการไม่รู้จะเลือกอย่างไร ปัจจุบันมีร้านขายหนังสือที่รับจัดหนังสือเป็นชุดไว้บริการ เช่น ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โดยบอกว่าต้องการเปิดร้านเช่าหนังสือ ทางร้านก็จะจัดหนังสือให้ เพียงแต่เรากำหนดวงเงินให้ สำหรับวงเงินขั้นต่ำที่ใช้ซื้อหนังสือจะประมาณ 50,000 บาท แต่หากเป็นร้านใหญ่ ๆ บางแห่ง อาจใช้เงินซื้อหนังสือสูงถึง 400,000 บาท แต่หากผู้ประกอบการไม่กำหนดว่า ต้องเป็นหนังสือใหม่อย่างเดียว ก็จะมีรวมกันไปทั้งหนังสือเก่าและหนังสือใหม่ หนังสือเก่าในที่นี้คือออกมาแล้ว 2 ปีขึ้นไป หรือหนังสือมือสองที่ซื้อต่อจากพ่อค้า และผู้สะสมหนังสือต่าง ๆ การซื้อหนังสือเหล่านี้จะลดราคาได้ประมาณ 50 - 70% จากปก ทั้งนี้หากผู้ประกอบการมีหนังสือของตนเองที่เก็บสะสมไว้ หรือรวบรวมจากคนรู้จัก เข้ามาไว้ในร้านด้วย จะช่วยลดต้นทุนได้มากทีเดียว
- การซื้อเพิ่มเติมเข้ามาในร้านเมื่อเปิดร้านไปแล้ว ผู้ประกอบการต้องสังเกตหรือดูสถิติว่า หนังสือประเภทใดเป็นที่นิยม
 
ตัวอย่างแบบฟอร์มใบสมัครสมาชิก พิมพ์ อีเมล์

1. ใบรับสมัครสมาชิก ควรมีเงื่อนไขการเป็นสมาชิกที่รัดกุมโดยที่มีช่องให้เขียนรายละเอียดต่างๆ เช่น ที่อยู่ปัจจุบัน,
เบอร์มือถือ, E-mail ฯลฯ ให้ละเอียดเพื่อเวลาตามทวงหนังสือจะได้ง่ายขึ้น….และเพื่อป้องกันการกรอก ข้อมูลที่เป็นเท็จ..ควรมีสิ่งล่อใจ
จูงใจบ้าง เช่น ทางร้านอาจมีรางวัลพิเศษส่งให้คุณในโอกาสพิเศษต่างๆถ้าใส่ข้อมูลมั่วๆมาก็ อด…
ตัวอย่างแบบฟอร์มใบสมัครสมาชิก
หมายเลขสมาชิก……………………
วันที่…………………………………
ร้าน………………………
ใบสมัครสมาชิก วันที่..…เดือน…………………….พ.ศ……..
ข้าพเจ้า ( )ด.ช. ( )ด.ญ. ( ) นาย ( ) นาง ( )น.ส. ชื่อ…………………………สกุล……………………………………
วัน/เดือน/ปีเกิด………………………อายุ……….ปี ขอสมัครเป็นสมาชิกร้าน…………………………………………..
ปัจจุบันมีอาชีพ{ ( )กำลังศึกษา ( )ทำงาน ( )ค้า,ขาย ( )อื่นๆ}(ระบุ)………………………………………………………………
ชื่อสถานศึกษา/ที่ทำงาน/สถานประกอบการ/ อื่นๆ(ระบุ)………………………………………………………………………..
ที่อยู่ตามภูมิลำเนาเดิม/ที่อยู่ตามบัตร
เลขที่……………………..ซอย/หมู่………………………..ถนน…………………………..แขวง/ตำบล…………………………….
เขต/อำเภอ…………………………………………จังหวัด………………………………………รหัสไปรษณีย์…………………….
โทรศัพท์…………………………………………..FAX………………………………………...
ที่อยู่ปัจจุบัน/ที่อยู่ติดต่อสะดวก
เลขที่……………………..ซอย/หมู่………………………..ถนน…………………………..แขวง/ตำบล…………………………….
เขต/อำเภอ…………………………………………จังหวัด………………………………………รหัสไปรษณีย์…………………….
โทรศัพท์…………………………………….FAX……………………………………มือถือ/เพจเจอร์………………………………
เงื่อนไขการสมัครสมาชิก
1. กรณีบัตรสมาชิกชำรุดหรือสูญหายจะคิดค่าทำบัตรใหม่ครั้งละ…………….บาท
2. กรณีที่บัตรสมาชิกสูญหาย กรุณาแจ้งให้ทางร้านทราบโดยทันที มิฉะนั้นเจ้าของบัตรต้องรับผิดชอบหนังสือที่อยู่ในรหัสของท่านทั้งหมด
3. ทางร้านขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกสมาชิกของท่านหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ ต้องแจ้งล่วงหน้า
4. ในการเช่าแต่ละครั้งจะต้องวางบัตรอันเป็นหลักฐานแสดงตัวท่านอย่างชัดเจน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน,บัตรข้าราชการ,บัตรนักศึกษา,ใบอนุญาตขับขี่รถ กรณีที่ท่านไม่ต้องการวางบัตรให้ถ่ายสำเนาเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนของท่าน พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน ให้ทางร้านเก็บไว้เป็นหลักฐาน
5. รหัสสมาชิกของท่านไม่สามารถให้ผู้อื่นใช้ร่วมกับท่านได้ซึ่งถ้าเกิดปัญหา ท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนังสือที่อยู่รหัสของท่านแต่เพียงผู้เดียว
6. ท่านสามารถเช่าหนังสือได้ไม่เกิน………วัน มิเช่นนั้นจะต้องเสียค่าปรับวันละ……………….บาท
7. กรณีที่ไม่มีบัตรวางท่านสามารถเช่าหนังสือได้โดยการวางเงินมัดจำ จำนวน………………...บาท/เล่มรวมค่าเช่าล่วงหน้าอีก……วันเป็นเงินวางมัดจำไว้ที่ ร้าน เมื่อท่านนำหนังสือมาส่งคืนท่านสามารถรับเงินประกันคืนพร้อมหักค่าเช่าที่ เกินได้ทันที
8.กรณีที่ท่านเช่าหนังสือเกินระยะเวลาที่กำหนดและทางร้านได้พิจารณาดูแล้ว ว่าท่านมีเจตนาจะไม่นำหนังสือที่ท่านเช่าส่งคืนทางร้านด้วยเงื่อนไขนี้
ทางร้านถือว่าท่านอนุญาตให้แจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายกับท่านได้ทันที
9. สมาชิกจะได้รับแต้มสะสมจากการเช่าหนังสือ เพื่อขอรับของรางวัลตามที่ทางร้านได้จัดโปรโมชั่นในแต่ละเดือน ซึ่งทางร้านขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรางวัลโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลจริงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายินดีรับทราบเงื่อนไขและจะปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ใดๆ
ลงชื่อ………………………………….ผู้รับสมัคร ลงชื่อ……………………………….ผู้สมัคร
(…………………………………) (…………………………………)
วันที่………/…………../……… วันที่………/…………../………
เป็นเพียงตัวอย่างท่านสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเข้ากับร้านท่าน

ฺเขียนโดย Bkrent.com

 

1. ศักยภาพของผู้ประกอบการร้านหนังสือเช่า
ผู้ประกอบการที่สนใจและกำลังเริ่มต้นทำธุรกิจร้านเช่าหนังสือ ไม่ใช่ว่ามีเงินทุนพร้อมเพียงอย่างเดียว ก็จะสามารถเปิดร้านได้ แต่ต้องอาศัยคุณสมบัติเฉพาะตัวดังต่อไปนี้

รักการอ่าน เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือประเภทต่างๆ

มีเงินทุนเป็นของตนเอง เนื่องจากการทำร้านในช่วงต้น ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ถ้าผู้ที่สนใจทำธุรกิจนี้ มีพร้อมด้านนี้อยู่แล้ว ก็สามารถดำเนินการขั้นต่อ ๆ ไปได้ไม่ติดขัด ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงจุดนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเปิดร้าน

มีทำเลที่ตั้ง ควรอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะหากมีสถานที่เป็นของตนเองแล้ว ผู้ประกอบการจะสามารถทุ่นงบประมาณลงไปได้มาก

มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความเป็นกันเองต่อลูกค้า ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นคนระดับใดก็ตาม ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญเท่ากันหมด

ให้บริการที่ดี ละเอียดรอบคอบ ผู้ประกอบการควรบริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น แนะนำหนังสือใหม่ให้ลูกค้า คิดเงิน ถอนเงินถูกต้อง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดใจลูกค้าให้กลับมาใช้บริการที่ร้านอย่างต่อเนื่อง
   
   
2. การติดต่อหน่วยงานราชการ

ขั้นตอนการขอจดทะเบียนร้านค้า

ผู้ที่คิดจะทำร้านเช่าหนังสือเพียงอย่างเดียว อาจไม่จำเป็นต้องยื่นขอจดทะเบียนกับกรมทะเบียนการค้า เว้นแต่ร้านที่ขายสินค้าอื่นด้วย ในลักษณะซื้อมา-ขายไป เช่น ขายขนม สินค้ากิ๊ฟชอป ลักษณะนี้ ผู้ประกอบการต้องดำเนินการจดทะเบียนการค้ากับกรมทะเบียนการค้า แต่ปัจจุบันธุรกิจที่ให้บริการลักษณะนี้มักจดทะเบียนไว้ เนื่องจากมีการประกอบธุรกิจเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย

เอกสารที่ต้องเตรียมกรณีนี้จะกล่าวถึงเฉพาะกิจการที่มีเจ้าของคนเดียว

- บัตรประชาชน

- สำเนาบัตรประชาชน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องจำนวน 1 ฉบับ

ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน 50 บาท

ระยะเวลาดำเนินการได้รับทะเบียนพาณิชย์ ภายในวันเดียวกัน

กำหนดระยะเวลาการจดทะเบียนพาณิชย์

การจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มประกอบ กิจการ

สถานที่ยื่นขอจดทะเบียนการค้า ยื่นในพื้นที่ที่เปิดร้าน

กรุงเทพมหานคร สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1-7 สำนักทะเบียนธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2547-5050 (กรมทะเบียนการค้า อ.เมือง จ.นนทบุรี)

ต่างจังหวัด ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ที่ สำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัด


ขั้นตอนดำเนินการเกี่ยวกับภาษี

ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ประกอบการสามารถติดต่อขอได้ที่สรรพากรเขตที่มีภูมิลำเนาอยู่ หรือที่ตั้งร้าน ส่วนต่างจังหวัด ผู้ประกอบการสามารถขอได้ที่สรรพากรอำเภอหรือสรรพากรจังหวัดนั้น ๆ แต่หากมีบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอยู่ก่อนแล้ว สามารถนำมาใช้ได้เลย

- เอกสารที่ต้องเตรียมในการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

1. สำเนาทะเบียนบ้าน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง 1 ฉบับ

2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง 1 ฉบับ

- ติดต่อเจ้าหน้า เพื่อขอแบบ ลป.10 กรอกความประสงค์ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากเจ้าหน้าที่

- ยื่นแบบฟอร์มและหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง และรอรับบัตรได้ในวันเดียวกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น


การยื่นชำระภาษี

ผู้ที่จะต้องยื่นชำระภาษี คือผู้ที่มีรายได้ต่อปีภาษี (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31ธันวาคม) รวมกันเกิน 60,000 บาท ต้องยื่นแบบชำระภาษีประจำปี ภ.ง.ด. 90(5) ภายในเดือนมีนาคม (1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม) ของปีถัดไป นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภ.ง.ด. 94 โดยคำนวณจากเงินได้ ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง มิถุนายน ภายในเดือนกันยายน (กรกฎาคม ถึง กันยายน) ของทุกปีภาษี สถานที่สำหรับชำระภาษี คือ ในเขตกรุงเทพฯ ติดต่อได้ที่สรรพากรเขต หรือสรรพากรเขตสาขา ต่างจังหวัดติดต่อได้ที่สรรพกรจังหวัด สรรพากรอำเภอ หรือสรรพากรอำเภอสาขา สำหรับร้านที่เปิดทำการแล้ว แต่ยังไม่มีการชำระภาษีมาก่อน สามารถติดต่อทำให้ถูกต้องได้ที่กรมสรรพากร เช่นกัน


การชำระภาษีป้าย

เอกสารที่ต้องเตรียม

- บัตรประจำตัวประชาชน

- สำเนาทะเบียนบ้าน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง 1 ฉบับ

- ทะเบียนพาณิชย์

- แบบแปลน ,ขนาดของป้าย ( ถ้ามี )

- ใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย

สถานที่ยื่นดำเนินการเกี่ยวกับภาษี

กรุงเทพมหานคร ยื่น ณ สำนักงานเขตสรรพากร ต่างจังหวัด ยื่น ณ สำนักงานเทศบาล หรือที่ทำการ อ.บ.ต.

วิธีดำเนินการ เมื่อเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้ว ให้ยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายใน 15 วันหลังติดตั้งป้าย จากนั้นเจ้าหน้าที่จะมาตรวจขนาดป้าย และดูแบบอักษร พร้อมคำนวณภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถมาชำระเงินด้วยตัวเองได้ที่กองการเงิน กระทรวงการคลัง หรือส่งทางไปรษณีย์ในรูปของธนาณัติ ตั๋วแลกเงิน หรือเช็ค ภายใน 15 วันหลังจากเจ้าหน้าที่ได้มาตรวจป้าย การชำระเงินจะชำระเป็นรายปี คือตั้งแต่เดือนมกราคมแต่ไม่เกินมีนาคมของทุกปี
   
   
3. ภาพรวมการตลาด

3.1 ตลาดร้านเช่าหนังสือ

ในปัจจุบันตลาดร้านเช่าหนังสือ ยังเปิดกว้างรองรับการลงทุนได้อีก สังเกตได้จากการเปิดร้านตามจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด อาจเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ผู้ที่เคยซื้อหนังสืออ่านเอง หันมาใช้บริการธุรกิจประเภทนี้กันมากขึ้นเพราะประหยัดกว่า นี้จึงเป็นหนทางที่ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านเช่าหนังสือให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเพียงใด จะขึ้นอยู่กับทำเลเฉพาะย่านเป็นส่วนสำคัญ

3.2 พฤติกรรมลูกค้า ลูกค้าร้านเช่าหนังสือมีเกือบทุกเพศทุกวัย สิ่งที่เราต้องทำ คือสำรวจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในย่านนั้นๆก่อนว่ามีคนกลุ่มใด วัยใดมากที่สุด และความชอบแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร อาทิ เด็กและวัยรุ่นจะชอบการ์ตูน ส่วนวัยทำงานและแม่บ้านจะเน้นแนวนิตยสาร นวนิยาย เป็นส่วนใหญ่ เป็นต้น

สำหรับวิธีสังเกตว่า ลูกค้าจะเป็นคนกลุ่มใด เราอาจจะดูจากลักษณะย่านนั้น ๆ เช่น อยู่ใกล้โรงเรียนประถมหรือมัธยม กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นเด็ก และวัยรุ่น เป็นต้น รวมถึงเราอาจสังเกตได้จากคนสัญจรไปมาบริเวณที่ตั้งร้านว่า มีจำนวนมากน้อยเพียงใด เป็นคนกลุ่มใด วัยใดบ้าง

3.3 ธุรกิจหลักธุรกิจเสริม

สำหรับกิจการเช่าหนังสือเป็นธุรกิจหลักที่ทำในร้าน แต่หากผู้ประกอบการต้องการมีรายได้เสริม สิ่งที่สามารถทำในร้านเช่าหนังสือได้ คือ

- เปิดซุ้มขายของขบเคี้ยว จำพวกขนม และผลไม้แปรรูปต่างๆ

- เปิดซุ้มขายกิ๊ปช็อป

- บางร้านที่นำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ อาจรับพิมพ์งานควบคู่ไปด้วย

- ขายหนังสือมือสองให้นักสะสม

การเพิ่มบริการเสริมเพื่อสร้างรายได้ ผู้ประกอบการควรคำนึงด้วยว่า ของที่จะขายภายในร้านควรเป็นของแห้ง เพื่อป้องกันการหกเลอะหนังสือ สิ่งสำคัญคือ เมื่อตัดสินใจทำธุรกิจเสริมแล้ว ผู้ประกอบการต้องสามารถควบคุมดูแลกิจการทั้งสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.4 ส่วนผสมทางการตลาด

3.4.1 รู้จักหนังสือ หนังสือหลักที่นำมาจัดวางไว้ให้บริการในร้าน จะเป็นหนังสือการ์ตูน นวนิยาย พ๊อคเก็ตบุ๊ค นิตยสาร หนังสือแต่ละประเภทมีรายละเอียดแตกต่างกันอยู่ กล่าวคือ

- หนังสือการ์ตูน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ การ์ตูนผู้หญิง และการ์ตูนผู้ชาย

การ์ตูนผู้หญิง มีเนื้อเรื่องในแนวกุ๊กกิ๊ก ตัวการ์ตูนสวย มีทั้งแบบเล่มเดียวจบ และเป็นชุด การเลือกซื้อควรดูที่ความคมชัดของลายเส้นตัวการ์ตูน ดูแล้วน่าอ่าน

การ์ตูนผู้ชาย จะเป็นแนวต่อสู้ บู้ล้างผลาญ สืบสวนสอบสวน โดยมากเป็นการ์ตูนชุดหลายเล่มจบ รวมถึงการ์ตูนเด็ก เช่น โดเรมอน ชินจัง เป็นต้น

อัตราส่วนการจัดซื้อหนังสือการ์ตูนเข้ามาในร้าน ควรมีไว้อย่างละครึ่ง หรือแล้วแต่ว่าลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่ชอบอ่านประเภทใด ให้ประเมินแล้วนำมาเพิ่มหรือลดสัดส่วนตามความต้องการในภายหลัง

- นวนิยาย มีราคาตั้งแต่สิบกว่าบาท ที่เรียกกันว่า นิยายฝันหวาน จนถึงหลักร้อย มีทั้ง นวนิยายไทย และงานแปล (จีน-ฝรั่ง) การเลือกซื้อ ควรเลือกเฉพาะเรื่องที่ได้รับความนิยมทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น เรื่องกำลังจะถูกสร้างเป็นละคร หรือผู้แต่งที่นามปากกาดัง ๆ เป็นที่รู้จัก

- พ็อกเก็ตบุค หนังสือประเภทเรื่องสั้น หรือเรื่องเล่าต่าง ๆ ควรเลือกเรื่องตามกระแสความนิยม เน้นที่ชื่อเสียงผู้แต่ง และเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า

- นิตยสาร เจ้าของร้านเช่าหนังสือควรเลือกนิตยสารที่กำลังได้รับความนิยม แต่มีเนื้อหาแตกต่างกันไป เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า

เมื่อเปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านคอยสำรวจว่าหนังสือเล่มใดได้รับความสนใจอย่างไร แล้วจึงเลือกจัดซื้อเพิ่มเติม หรือเลิกซื้อเล่มที่ไม่เป็นที่นิยมในภายหลัง การออกวางจำหน่ายของนิตยสาร มีทั้งที่เป็นรายสัปดาห์ รายปักษ์ หรือรายเดือน อย่างไรก็ตาม วิธีการเลือกนิตยสารจะเหมือนกับหนังสืออื่นๆ คือ เลือกหนังสือที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก คนนิยมอ่าน

- หนังสือเรื่องย่อของละครหลังข่าว ควรเน้นเรื่องที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น

- วิธีสำรวจความนิยมของหนังสือแต่ละประเภท

สำรวจจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการจัดอันดับหนังสือ หรือบทวิจารณ์หนังสือ

สำรวจตามสื่อต่าง ๆ เช่น นิตยสาร สัมภาษณ์ดาราขวัญใจวัยรุ่น เกี่ยวกับหนังสือที่ชอบ

สอบถามลูกค้า เกี่ยวกับหนังสือที่ต้องการ แล้วพิจารณาเลือกหนังสือที่มีลูกค้าสนใจมากที่สุด

จากสถิติการยืมหนังสือของลูกค้าในร้าน

รายการหนังสือ และเวลาการออกของหนังสือ เช่น การ์ตูนจะมีเรื่องใหม่ ๆ ออกวางขายทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ผู้ประกอบการควรทราบ และซื้อหนังสือเพิ่มเติมเข้าร้านอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหนังสือชุดที่มีเล่มต่อ เจ้าของร้านต้องหาซื้อเข้ามาไว้ให้ครบ


3.4.2. ค่าบริการ ผู้เปิดกิจการไม่ควรตั้งอัตราค่าบริการไว้สูงมากนัก จนทำให้ลูกค้าคิดว่า ควรซื้อหามาอ่านเองดีกว่า โดยทั่วไป วิธีคิดค่าบริการมีอยู่ 3 แบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของหนังสือนั้น ๆ มีรายละเอียด ดังนี้

- การคิด 10% จากราคาหน้าปก ใช้กับหนังสือการ์ตูนเป็นส่วนใหญ่ เช่นหน้าปกราคาเล่มละ 40 บาท คิดราคา 4 บาท (หากมีเศษ ให้ปัดขึ้นหรือปัดทิ้ง)

- การตั้งราคาเดียว ใช้กับหนังสือที่มีราคาสูง เช่น นวนิยาย พ็อคเก็ตบุ๊ค และนิตยสารบางประเภท โดยกำหนดอัตราค่ายืมไว้คงที่ เช่น 5 บาท 6 บาท เป็นต้น สำหรับนิตยสารอาจคิดค่าเช่าได้ 2 อัตรา คือ ราคาเล่มใหม่ กับราคาเล่มเก่า โดยเล่มใหม่คิดสูงกว่าเล่มเก่า (เล่มเก่าซื้อมาแล้ว 2 เดือน หรือเมื่อมีเล่มใหม่ออกมาแล้ว) เช่น ตั้งราคาเล่มใหม่ 8 บาทต่อวัน เล่มเก่าเหลือ 5 บาท เป็นต้น

- การคิดราคาแบบกำหนดเป็นช่วง จะใช้กับหนังสือการ์ตูนเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ราคา ไม่เกิน 15 บาท คิดค่าบริการ 1 บาท

16 - 25 บาท คิดค่าบริการ 2 บาท

26 - 35 บาท คิดค่าบริการ 3 บาท

36 - 45 บาท คิดค่าบริการ 4 บาท

66 บาทขึ้นไป คิดค่าบริการ 7 บาท เป็นต้น

วิธีตั้งราคาเช่าหนังสือนั้น ผู้ประกอบการอาจคำณวนจากระยะเวลาการคืนทุนของหนังสือแต่ละประเภท เช่น การ์ตูนถือได้ว่าเป็นตัวหลักที่ทำรายได้เข้าสู่ร้าน การคืนทุนจะเร็วกว่าหนังสือประเภทอื่น การ์ตูนเล่มหนึ่งราคา 35 บาท ตั้งราคาค่าเช่า 3 บาทต่อวัน ยืมไป 14 ครั้งหรือ 14 วัน เราก็คืนทุนได้แล้ว และการ์ตูนเล่มนั้นยังไม่มีล้าสมัย หากมีเนื้อหาที่สนุก ต่างไปจากหนังสือนวนิยาย นิตยสาร และพ็อกเก็ตบุ๊ค ที่มีราคาแพง ทำให้การคืนทุนนาน โดยเฉพาะในส่วนของนิตยสารนั้น อายุความทันสมัยจะสั้น เช่น นิตยสารรายปักษ์ ราคาเล่มละ 80 บาท ตั้งราคาค่าเช่าเล่มละ 6 บาทต่อวัน ต้องมีการยืม 14 ครั้ง (หมายถึงการยืมภายใน 1 ปักษ์ก่อนที่เล่มใหม่จะออกมา) จึงจะคืนทุน

สำหรับการตั้งราคาหนังสือแต่ละประเภทในร้าน จะใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือผสมกันไปตามความเหมาะสมก็ได้


3.4.2 ทำเลที่ตั้ง เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกก่อนตั้งร้าน เนื่องจากถ้าได้ทำเลที่ดี กิจการก็จะไปได้ด้วยดี ดังนั้น ผู้ประกอบการควรหาทำเลที่เหมาะสม อยู่ในที่ชุมชน เช่น ตลาด สถานศึกษา อาคารที่พักอาศัย สำนักงาน โรงงาน ศูนย์การค้า หรือห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่ไปด้วย คือถ้าผู้ประกอบการมีสถานที่เอง และเหมาะสมกับการเปิดร้านเช่าหนังสือ ผู้ลงทุนก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่ถ้าต้องเช่าสถานที่ ผู้ลงทุนควรดูเรื่องของค่าเช่าและสัญญาเช่า ว่าเหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่ รวมถึงผู้ลงทุนควรหาข้อมูลด้วยว่า ในย่านนั้น มีร้านเช่าหนังสือเปิดอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ หากมี จะสามารถแข่งขันกับเขาได้อย่างไร และมีจำนวนลูกค้าเพียงพอให้เราแทรกพื้นที่ในตลาดได้อีกหรือไม่


3.4.3 การส่งเสริมการขาย หรือการดึงดูดใจให้ลูกค้ามาใช้บริการ ส่วนแรกคือการตกแต่งร้าน ถึงแม้จะขึ้นกับงบประมาณและแนวคิดในการออกแบบของผู้ประกอบการ แต่หลัก ๆ แล้วผู้ประกอบการควรจัดสถานที่ให้โล่ง ไม่เบียดกันเกินไป เพื่อความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ และภายในร้านต้องมีแสงสว่าง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่ขอให้คุณภาพดี ทนทานก็เพียงพอ ทั้งนี้ การตกแต่งร้าน ส่วนใหญ่ชั้นวางหนังสือ จะวางเรียงตามแนวผนังเป็นหลัก เพราะเป็นวิธีที่จะทำให้ร้านแลดูโล่ง และเป็นระเบียบ โดยบางร้านอาจตั้งของตกแต่งไว้คั่นสายตาด้วยก็ได้

สำหรับกิจกรรมที่ควรจัดเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายหรือจูงใจลูกค้า ได้แก่

- การแจกใบปลิวแนะนำร้าน ตามย่านที่ร้านตั้งอยู่

- การสร้างสิ่งจูงใจให้ลูกค้ามาสมัครสมาชิก บางที่มีการแข่งขันสูงอาจใช้วิธีให้สมัครสมาชิกฟรี หรือจัดโปรโมชั่นในวันเปิดร้าน เช่น สมัครสมาชิกวันนี้ อ่านหนังสือฟรี 3 เล่ม (ขึ้นกับนโยบายของร้าน) หรือให้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ

- การจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี เช่นการสะสมแต้ม, จัดประกวดวิจารณ์การ์ตูน,ให้ของขวัญวันเกิดแก่สมาชิก

- การทำสถิติหนังสือยอดนิยมของร้าน เพื่อให้ลูกค้าสนใจหนังสือเล่มอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น

- การจัดกิจกรรมสมาชิกเก่าแนะนำสมาชิกใหม่ โดยมีของขวัญให้ ทั้งผู้แนะนำ และผู้สมัครใหม่ ส่วนใหญ่ใช้เมื่อยอดสมาชิกยังเพิ่มขึ้นไม่มาก

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเพียงเท่านี้ ขึ้นอยู่กับแนวความคิดของผู้ประกอบการแต่ละราย ที่จะพลิกแพลงสร้างสิ่งจูงใจใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า

- จุดขายอีกอย่างที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจคือ การหาหนังสือใหม่ ๆ ให้ทันตามกระแสความนิยมในขณะนั้นเข้าร้าน เช่น การ์ตูนออกใหม่ การ์ตูนเล่มต่อหนังสือที่มาแรง อาทิหนังสือที่ได้รับรางวัล หรือผู้แต่งที่เป็นดารา นวนิยายที่กำลังจะถูกสร้างเป็นละคร หนังสือเหล่านี้ต้องหาซื้อเข้ามาไว้ก่อน เพราะถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของร้านเช่าหนังสือ ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารและทราบตารางการออกของหนังสือ


3.5 สภาพการแข่งขันในตลาด ในภาพรวม ร้านเช่าหนังสือไม่ค่อยมีการแข่งขันด้านราคามากนัก แต่สภาพการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับย่านนั้น ๆ ว่ามีคู่แข่งหรือไม่ โดยมากลูกค้าจะยึดกับร้านที่ตนเองเป็นสมาชิกยกเว้นร้านอื่นมีการบริการที่ดีกว่า จึงจะเปลี่ยนไปใช้บริการ
   
   
4. การผลิต

ร้านเช่าหนังสือจัดเป็นงานบริการด้านหนึ่ง การผลิตจึงเน้นไปในเรื่องการจัดซื้อหนังสือเข้าร้าน การประหยัดค่าใช้จ่าย การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการจัดหาพนักงาน ดังนี้


4.1 การซื้อหนังสือเข้าร้าน แยกเป็น 2 กรณี คือ การซื้อหนังสือเมื่อเริ่มต้นเปิดร้านใหม่ และหนังสือใหม่ที่ซื้อหลังจากเปิดร้านแล้ว

- เลือกซื้อหนังสือเมื่อเปิดร้านใหม่ ต้องดูว่าร้านมีขนาดเท่าไร ถ้าเป็นร้านขนาดประมาณ 15 ตารางเมตร ควรมีหนังสือในร้านอย่างน้อยประมาณ 2,000 เล่ม ถ้าร้านขนาดกลาง คือประมาณ 20 ตารางเมตร ควรมีหนังสือประมาณ 3,000 เล่มเป็นอย่างน้อย เพื่อไม่ให้ร้านโล่งจนเกินไป สำหรับการซื้อหนังสือเข้าร้าน ต้องดูว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นใคร เช่น เด็ก ควรเน้นการ์ตูนเป็นหลัก และมีหนังสืออื่น ๆ ในสัดส่วนลดหลั่นกันไป หรือจะกำหนดไว้เลยว่าการ์ตูน, นวนิยาย, นิตยสาร และพ๊อกเก็ตบุ๊คอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ได้เช่นกัน ในกรณีการเลือกซื้อหนังสือเข้าร้าน หากผู้ประกอบการไม่รู้จะเลือกอย่างไร ปัจจุบันมีร้านขายหนังสือที่รับจัดหนังสือเป็นชุดไว้บริการ เช่น ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โดยบอกว่าต้องการเปิดร้านเช่าหนังสือ ทางร้านก็จะจัดหนังสือให้ เพียงแต่เรากำหนดวงเงินให้ สำหรับวงเงินขั้นต่ำที่ใช้ซื้อหนังสือจะประมาณ 50,000 บาท แต่หากเป็นร้านใหญ่ ๆ บางแห่ง อาจใช้เงินซื้อหนังสือสูงถึง 400,000 บาท แต่หากผู้ประกอบการไม่กำหนดว่า ต้องเป็นหนังสือใหม่อย่างเดียว ก็จะมีรวมกันไปทั้งหนังสือเก่าและหนังสือใหม่ หนังสือเก่าในที่นี้คือออกมาแล้ว 2 ปีขึ้นไป หรือหนังสือมือสองที่ซื้อต่อจากพ่อค้า และผู้สะสมหนังสือต่าง ๆ การซื้อหนังสือเหล่านี้จะลดราคาได้ประมาณ 50 - 70% จากปก ทั้งนี้หากผู้ประกอบการมีหนังสือของตนเองที่เก็บสะสมไว้ หรือรวบรวมจากคนรู้จัก เข้ามาไว้ในร้านด้วย จะช่วยลดต้นทุนได้มากทีเดียว

- การซื้อเพิ่มเติมเข้ามาในร้านเมื่อเปิดร้านไปแล้ว ผู้ประกอบการต้องสังเกตหรือดูสถิติว่า หนังสือประเภทใดเป็นที่นิยม ก็จัดหาประเภทนั้นๆ มาเพิ่มเติม

- ซื้อจากร้านขายหนังสือทั่วไป - สั่งซื้อจากสำนักพิมพ์โดยตรง

การเลือกซื้อหนังสือขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่าจะสะดวกวิธีใด แต่ถ้าต้องการประหยัดด้วยการนำหนังสือมือสองมาให้บริการ ก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องดูเรื่องที่นิยม และลักษณะของหนังสือว่า อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่เก่าหรือ ขาด ทั้งนี้ หากเป็นการ์ตูนชุดต้องมีครบชุด สำหรับการจ่ายเงินนั้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นการจ่ายเงินสด ไม่มีระบบเงินผ่อน


4.2 การประหยัดค่าใช้จ่ายในร้าน ผู้ประกอบการควรทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในร้านที่ทำได้ เพื่อช่วยลดต้นทุน เช่น การเย็บสัน วิธีการคือใช้ลวดเย็บกระดาษ (แม็ค) เย็บ 1 ที่ กลางเล่ม (หรือ 2 ที่ หัวท้ายเล่ม) หรือเจาะรูแล้วร้อยเชือก จากนั้นห่อปกด้วยพลาสติก ให้คงสภาพไม่ขาดง่าย เป็นการยืดอายุการใช้งานของหนังสือ นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรรู้วิธีการซ่อมแซมหนังสือที่ขาดหรือชำรุดด้วย

การจำหน่ายหนังสือเก่าออกจากร้าน ผู้ประกอบการควรทำเมื่อเปิดร้านมาได้ระยะหนึ่ง และพบว่าหนังสือเล่มนั้น ๆ ไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเท่าที่ควร ผู้ประกอบการสามารถนำไปขายต่อให้กับร้านขายหนังสือมือสอง (ส่วนใหญ่เขาจะรับซื้อหนังสือเก่าด้วย) ถ้าเป็นหนังสือมีลิขสิทธิ์ (ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือการ์ตูนมีปก 2 ชั้น) จะขายคืนได้ 30% ของราคาหนังสือ แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ไม่มีลิขสิทธิ์ (การ์ตูน ที่มีปกชั้นเดียว) ผู้ประกอบการอาจขายไม่ได้เลย หรือขายในราคาถูก เช่น ชั่งกิโลขาย


4.3 การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ วิธีนี้จะช่วยให้เกิดความถูกต้องรวดเร็วในการให้บริการ และการคำนวณยอดเงิน นอกจากนี้ยังช่วยตรวจเช็คสต็อกว่ามีหนังสือเล่มใดอยู่หรือถูกยืมไปแล้ว จำนวนหนังสือมีทั้งหมดเท่าใด รายชื่อ รวมถึงราคาค่าเช่า กำหนดการของการซื้อหนังสือ และอื่น ๆ ทั้งหมดนี้จะแสดงให้เห็นผ่านจอมอนิเตอร์ สำหรับการควบคุมหนังสือด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีทั้งใช้ควบคุมด้วยบาร์โค๊ด (รหัสแท่ง) หรือใช้รหัสธรรมดา


4.4 การบำรุงรักษา หนังสือทุกเล่มควรมีการเย็บเล่ม ห่อปก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน ให้มีสภาพใหม่อยู่เสมอ และเมื่อลูกค้านำหนังสือมาคืน ควรเช็ดทำความสะอาดก่อนนำขึ้นชั้น รวมถึงปัดกวาดตามชั้นหนังสือไม่ให้มีฝุ่นเกาะ หากเจอหนังสือที่ชำรุด ก็ควรเก็บซ่อมแซมก่อนนำมาให้บริการลูกค้ารายต่อไป


4.5 การจ้างพนักงาน ขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน แต่ส่วนใหญ่เจ้าของร้านจะดูแลเองทั้งหมด โดยเฉพาะร้านขนาดเล็ก มีผู้ดูแลร้าน 1 คน ก็สามารถดูแลได้ทั่วถึง การจ้างพนักงานจะเป็นในกรณีที่เจ้าของไม่มีเวลามาดูแลเอง หรือเปิดหลายสาขา หรือทำเป็นอาชีพเสริม สำหรับร้านขนาดใหญ่ พนักงานควรจะมี 2-3 คน เพื่อช่วยกันดูแลร้าน เมื่อมีลูกค้าเข้าร้านจำนวนมาก การจ้างอาจจะจ้างเป็นรายวัน หรือจ้างในบางช่วงเวลา (Part time) หรือรายเดือนก็ได้ โดยใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ แล้วแต่การตกลงกัน แต่สิ่งที่ใช้ในการพิจารณาเลือกพนักงาน คือเลือกคนที่มีความรู้เรื่องหนังสือ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี พูดเก่ง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และสามารถแนะนำลูกค้าได้
   
   
5. การบริหาร

การบริหาร คือการจัดการระบบการควบคุมดูแลร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็ก หรือร้านใหญ่ หากผู้ประกอบ การ มีการจัดการที่ดีภายในร้านแล้ว จะช่วยให้ตรวจสอบได้ง่าย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรจัดให้พนักงานมีหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคน แต่ควรทำทุกอย่างในร้านได้เท่ากัน สามารถทำงานแทนกันได้ สิ่งที่ควรฝึกให้พนักงานในร้านมีคือ การเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี แนะนำหนังสือต่าง ๆ ให้ลูกค้าได้ มีทักษะการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี


5.1 การจัดระบบหนังสือในร้าน

ผู้ประกอบการควรเน้นการแยกหมวดหมู่แต่ละประเภทให้ชัดเจน หาง่าย ไม่รกจนดูไม่น่าเข้าไปเลือกหา

- การจัดวางหนังสือการ์ตูน แยกเป็นการ์ตูนผู้หญิง และการ์ตูนผู้ชายไว้อย่างละตู้หรือชั้น โดยใช้วิธีจัดวาง ดังนี้

การ์ตูนผู้หญิง จัดวางโดยแยกตามสำนักพิมพ์ หรือละเอียดลงไปถึงผู้แต่ง เนื่องจากลูกค้าบางคนจะเลือกอ่านเฉพาะผู้แต่ง หรือสำนักพิมพ์เท่านั้น

การ์ตูนผู้ชาย จัดวางโดยแยกตามสำนักพิมพ์ หรือแยกตามแนวเนื้อเรื่อง เช่น การ์ตูนแนวต่อสู้, กำลังภายใน, บู้ล้างผลาญ, กีฬา, สืบสวนสอบสวน, การ์ตูนเด็ก เป็นต้น

- นิตยสาร พ๊อกเก็ตบุ๊ค นวนิยาย ควรจัดแยกกัน โดยใช้ชั้นแบบเดียวกับร้านขายหนังสือ เพื่อความสะดวกในการหาของผู้อ่าน แต่หากหนังสือมีมาก ผู้ประกอบการควรจัดวางไว้ในชั้นตามความเก่าใหม่

- จัดให้มีชั้นแนะนำหนังสือใหม่ในสัปดาห์นั้น ๆ และมีกระดานเขียนบอกรายละเอียดรายการหนังสือเล่มใหม่ว่ามีอะไรบ้าง เข้ามาวันไหนอย่างไร

- มีป้ายบอกราคา ค่าบริการของหนังสือแต่ละประเภท


5.2.รูปแบบการให้บริการ ส่วนมากการให้บริการมี 3 รูปแบบ คือ

- การให้สมัครระบบสมาชิก ฉะนั้น เฉพาะผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกเท่านั้น จึงจะสามารถใช้บริการได้

ข้อดี คือเราได้ลูกค้าประจำ และทราบข้อมูลของลูกค้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแจ้งข่าวสาร อีกทั้งระบบสมาชิกยังเป็นการป้องกันหนังสือหาย เนื่องจากเราสามารถติดตามลูกค้าได้ กรณีที่ลูกค้ายังไม่คืนหนังสือเมื่อครบกำหนด

ข้อเสีย คือบางครั้งระบบนี้จะทำให้จำกัดลูกค้าเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น เนื่องจากต้องเสียค่าสมาชิก

การเก็บค่าสมัคร ราคาของแต่ละทำเล กำหนดแตกต่างกันไป เช่น ทำเลนั้นมีเด็กนักเรียนมาก ทางร้านอาจเก็บค่าสมัครสมาชิกแบ่งเป็น 2 ราคา คือราคานักเรียน และราคาผู้ใหญ่ อาทิ ราคานักเรียน 35 บาทต่อคน ผู้ใหญ่เก็บ 50 บาทต่อคน เป็นต้น สำหรับอายุการเป็นสมาชิก อาจกำหนดว่ากี่ปี เช่น 1 ปี หรือ 2 ปี หรือจ่ายค่าสมัครสมาชิกเพียง 3 ปีแรก หลังจากนั้นได้เป็นสมาชิกตลอดไป ไม่ต้องจ่ายเงินอีกก็ได้

- การสมัครสมาชิก แบบที่ไม่ต้องเสียค่าสมัครแต่สามารถยืมได้ โดยใช้บัตรประชาชน หรือใบขับขี่วางไว้เป็นหลักฐาน

ข้อดี คือได้ทั้งลูกค้าประจำและลูกค้าขาจร

ข้อเสีย เกิดความยุ่งยาก หากจัดการไม่ดี

- การวางเงินมัดจำ เท่ากับราคาหนังสือที่เช่า เมื่อลูกค้านำหนังสือกลับมา ผู้ประกอบการก็คืนค่ามัดจำให้ ส่วนใหญ่วิธีนี้จะใช้กับลูกค้าที่ไม่เป็นสมาชิก
(ถ้าใช้ระบบริหารร้านหนังสือเช่าจะช่วยลดขั้นตอนนี้ได้)

ข้อดี ไม่ต้องกังวลเรื่องหนังสือหาย

ข้อเสีย วิธีนี้จะยุ่งยากเรื่องการเก็บเงินและคืนเงิน อีกทั้งยังเป็นการจำกัดจำนวนลูกค้าเพราะก่อนจะยืมหนังสือได้นั้น ลูกค้าต้องวางเงินมัดจำ ดังนั้นหากยืมหลายเล่มก็ต้องเสียเงินมัดจำมากยิ่งขึ้น


5.3.วิธีตั้งหมายเลขสมาชิก ผู้ประกอบการอาจใช้ระบบตัวเลขเรียงลำดับก่อนหลังของการมาสมัคร โดยกำหนดเป็นเลข 3 หลัก 4 หลัก หรือ 5 หลัก ตามจำนวนที่คาดการณ์ว่าจะสามารถรองรับจำนวนลูกค้าได้ ตัวอย่างเช่น

- กำหนดเลข 3 หลัก สมาชิกคนแรกจะได้หมายเลข 001 คนที่ 2 จะได้หมายเลข 002 เรียงลำดับไปเรื่อย (ถ้าใช้ระบบริหารร้านหนังสือเช่าจะช่วยลดขั้นตอนนี้ได้)


5.4.วิธีบันทึกการยืม-คืนหนังสือของลูกค้า

- ใช้สมุดบันทึก เรียงลำดับก่อนหลังของหมายเลขสมาชิก โดยแยกรายการไว้เลยว่าหน้าที่ 1 - 2 ของสมาชิกหมายเลข 001 หน้าที่ 2 - 3 เป็นของสมาชิกหมายเลข 002 เป็นต้น (ถ้าใช้ระบบริหารร้านหนังสือเช่าจะช่วยลดขั้นตอนนี้ได้)

- ใช้เป็นบัตรยืมเหมือนของห้องสมุดโดยให้ 1 บัตรต่อ 1 สมาชิก (ถ้าใช้ระบบริหารร้านหนังสือเช่าจะช่วยลดขั้นตอนนี้ได้)


5.5.การควบคุมหนังสือเข้า - ออก ผู้ประกอบการควรทำการจดบันทึกหนังสือทั้งหมดที่มีอยู่ในร้านเหมือนการทำสต็อคสินค้า เมื่อมีการซื้อหนังสือใหม่เข้ามา หรือยืมออกไป ซึ่งการควบคุมหนังสือเข้าออกจะทำด้วยมือ หรือใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยก็ได้ (ถ้าใช้ระบบริหารร้านหนังสือเช่าจะช่วยลดขั้นตอนนี้ได้)
   
   
6. การลงทุน

- การลงทุนในกิจการเช่าหนังสือ ควรเป็นเงินทุนของตนเองจะดีกว่าการกู้ยืมเนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องมีทุนสำรองขั้นต่ำประมาณ 50,000 - 100,000 บาท

- โครงสร้างต้นทุน สัดส่วนของต้นทุนส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปยังค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นเปิดร้าน

วงเงินเริ่มต้น จะขึ้นอยู่กับขนาดร้านว่าเล็กหรือใหญ่ ถ้าเป็นร้านขนาดเล็ก เช่น ร้านที่อยู่ใต้ตึกที่พักอาศัย ควรมีเงินทุนอย่างน้อย 50,000 - 100,000 บาท สำหรับร้านประมาณ 1 คูหา แต่ถ้าเป็นร้านขนาดใหญ่ที่มีหนังสือประมาณ 5,000 เล่มขึ้นไป อาจต้องใช้เงินทุนอย่างน้อย 150,000 - 500,000 บาท แต่โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ประมาณที่ 100,000 - 300,000 บาท ที่ผู้ประกอบการควรมีในตอนเริ่มต้น เงินทุนที่กล่าวมารวมค่าตกแต่งและสถานที่แล้ว แต่บางร้านอาจจะเกินทุนที่ประมาณการไว้

เงินทุนที่มีแบ่งได้เป็น

- ค่าหนังสือประมาณ 60%

ร้านขนาดเล็ก (ความกว้างประมาณ 3 x 5 เมตร มีหนังสือประมาณ 1,000 - 2,000 เล่ม) เงินทุนค่าหนังสือ 50,000 - 70,000 บาท

ร้านขนาดใหญ่ (มีหนังสือประมาณ 5,000 เล่มขึ้นไป) เงินทุนค่าหนังสือ 80,000-400,000 บาท

- ค่าสถานที่รวมค่าตกแต่งประมาณ 30% แบ่งรายละเอียดได้ดังน ค่าโปรแกรมบริหารร้านหนังสือเช่า ค่าชั้นวางหนังสือ ควรเป็นชั้นไม้ฉำฉา เพราะจะทำให้ร้านสว่าง และราคาถูก ราคาค่าชั้นไม้ ถ้าผู้ประกอบการซื้ออุปกรณ์ ออกแบบเอง เพียงแต่จ้างช่างมาทำ ราคาจะตกอยู่ประมาณ 2,000 กว่าบาทต่อ 1 ชั้น ทั้งนี้ งบประมาณในการจัดทำ ขึ้นอยู่กับค่าจ้างช่าง การออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ ตามความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย ค่าสติกเกอร์ตกแต่งร้าน ค่าโต๊ะ เก้าอี้ของเจ้าของร้าน ค่าพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ

- และอื่น ๆ ประมาณ 10% กันไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายจิปาถะ เช่น ค่าบัตรสมาชิก ค่าของชำร่วยให้ลูกค้า เมื่อเปิดร้านวันแรก ค่าใบปลิวแนะนำร้าน ค่าตรายาง สมุด ปากกา ค่าอุปกรณ์เย็บเล่ม พลาสติก เป็นต้น

อนึ่ง สำหรับร้านที่มีขนาดพอสมควร และต้องการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ ต้องบวกการลงทุนส่วนนี้ลงไปด้วย โดยค่าคอมพิวเตอร์จะอยู่ประมาณ 10,000 - 30,000 บาท (ขึ้นอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์และราคาของซอฟต์แวร์) ค่าใช้จ่ายแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ


- ค่าเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (เครื่องสแกน และเครื่องพิมพ์) การเลือกซื้อ ผู้ประกอบการควรเน้นที่คุณภาพ เพื่อป้องกันปัญหา เนื่องจากต้องเปิดใช้งานตลอดเวลาทำการของร้าน

- ค่าซอฟต์แวร์ระบบร้านเช่าหนังสือ ผู้ประกอบอาจจะจ้างโปรแกรมเมอร์เขียนเอง(ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงมากในการจ้าง) แนะนำซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปBKRENT 
- เงินทุนหมุนเวียนต่อเดือน ควรมีประมาณ 15,000 - 30,000 บาท แล้วแต่ขนาดของร้านเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น

- ค่าซื้อหนังสือในแต่ละสัปดาห์ อยู่ประมาณ 2,400 - 8,000 บาท (คิดในกรณีซื้อสัปดาห์ละ 2 ครั้ง)

- ค่าเช่าสถานที่

- ค่าน้ำค่าไฟ

- ค่าจ้างพนักงาน (ควบคุณร้านเองจะลดค่าใช้จ่ายได้)

- ค่าอุปกรณ์การห่อปกหนังสือ

- ค่าซ่อมแซมหนังสือ และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด

กิจการเช่าหนังสือเป็นกิจการที่รับเงินสดทุกวัน ดังนั้นผู้ปรกอบการจะมีเงินหมุนเวียนอยู่ตลอด เจ้าของร้านต้องบริหารเงินที่ได้รับให้ดีเพื่อไม่ให้ขาดสภาพคล่องและมิให้เกิดการรั่วไหล

- ระยะเวลาคืนทุน การทำธุรกิจประเภทนี้ ระยะเวลาคืนทุนของแต่ละร้านไม่เท่ากัน ขึ้นกับปริมาณการมาใช้บริการของลูกค้า ถ้ามีมากการคืนทุนจะเร็ว บางแห่งเพียง 2 เดือนก็สามารถคืนทุนได้แล้ว แต่บางร้านมีลูกค้าไม่มากการคืนทุนจะอยู่ประมาณ 1 - 3 ปี แต่โดยเฉลี่ยแล้วการคืนทุนจะประมาณ 1 ปี

- ผลตอบแทนต่อวัน ขึ้นกับขนาดร้าน แต่ควรอยู่ระหว่าง 500 บาทขึ้นไป (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย อื่น ๆ)


7. เงื่อนไขและข้อจำกัดที่สำคัญ


- ทำเลที่ตั้ง ต้องหาในที่ที่ลูกค้ามีกำลังซื้อ และเหมาะสม ค่าเช่าสถานที่ไม่แพงเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากผู้ประกอบการเลือกผิดพลาดแล้ว อาจส่งผลกระทบถึงขั้นต้องปิดกิจการ

- ต้องมีเวลาดูแลเอาใจใส่ร้านอย่างจริงจัง ไม่ใช่อาศัยเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่มี มนุษยสัมพันธ์ดี มีความอดทนด้วย - การลงทุนจะต้องใช้เงินลงทุนสูงในตอนแรก ดังนั้นผู้ประกอบการต้องพร้อมตรงส่วนนี้ ถ้าผู้ประกอบการมีทุนน้อย เราอาจจะเริ่มทำจากน้อย ๆ ไปก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณหนังสือขึ้นในภายหลังได้เช่นกัน

8. ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

- เน้นการบริการให้ดีต่อลูกค้า มีความเป็นกันเอง ไม่เอาเปรียบลูกค้า

- ความอดทน ขยัน และมีใจรักในงานที่ทำ เพราะค่าบริการค่อนข้างถูก แต่ถ้าลูกค้ามีจำนวนมากก็ทำให้กิจการได้รับผลตอบแทนที่สูง โดยเฉพาะช่วงหลังจากการคืนทุนแล้ว กำไรจะสูงมาก

- การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คือผู้ประกอบการสำรวจความต้องการของลูกค้าว่าชอบหนังสือประเภทใด แนวใดมากที่สุด แล้วจัดหนังสือตามที่ลูกค้าต้องการได้ครบถ้วน เช่น ลูกค้าจะมาเช่าหนังสือการ์ตูนผู้ชาย มากกว่า การ์ตูนผู้หญิง ก็ควรจัดหามาเพิ่ม และอาจลดการซื้อการ์ตูนผู้หญิงลง เป็นต้น

- รวมถึงปัจจัยอื่นที่ผู้ประกอบการพึงมี เช่น การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม การปรับปรุงร้านให้ทันสมัย จัดหาหนังสือเล่มใหม่ ๆ และเป็นที่น่าสนใจเข้ามาไว้ในร้านอย่างสม่ำเสมอ

- รู้จักวิธีการซ่อมแซมหนังสือที่ชำรุด

- จัดส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
   
 
RocketTheme Joomla Templates